|
โลกแห่งความมืด VS โลกแห่งความไม่เข้าใจ
ถ้าโลกจมอยู่ใต้ความมืด ไร้แสงอาทิตย์ มนุษย์จะแสดงธาตุแท้ออกมาอย่างไร และมากมายแค่ไหน
สมมติฐานนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาแค่ให้คิดเล่นๆ เพราะความคิดนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสั้นของนิสิตในเทศกาลหนังสั้น “กางจอ” ที่ฉันได้ไปดูมาเมื่ออาทิตย์ก่อน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "โลกแห่งความมืด"
ในเรื่องพูดถึงโลกอนาคตที่ดวงอาทิตย์ดับลง ผู้คนตะเกียกตะกายแสวงหาแสงสว่าง จนต้องหันมาพึ่งหลอดไฟฟ้า ทำให้มีการปล้นแสงไฟเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความมืดที่ครอบคลุมโลก คือความกล้าของมนุษย์ กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าในตอนที่มีแสงสว่าง!
แค่นึกก็ขนลุกจนไม่กล้าคิดต่อ ว่าท้ายที่สุดผลจะออกมาเป็นยังไง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า "โลกแห่งความมืด" ก็คือ "โลกแห่งความไม่เข้าใจกัน" ที่สะท้อนออกมาจากหนังเรื่องอื่นในเทศกาลเดียวกัน

"ยายชาอยากเซอร์เรียล" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นหนังแนวเซอร์เรียล หรือแนวเหนือจริง คุณยายคนหนึ่งมีอาการเลอะเลือนคล้ายกับเป็นอัลไซเมอร์ แต่ทั้งลูกสาวและหลานสาวก็ไม่เข้าใจความต้องการของยาย ไม่ใส่ใจกันและกันถึงขนาดที่ว่า ยายหายไปจากบ้าน แต่หลานสาวยังเพลิดเพลินคุยโทรศัพท์กับเพื่อน เล่าเหตุการณ์ยายหายให้เพื่อนฟังด้วยความรู้สึกปกติเป็นที่สุด การนัดแนะไปเที่ยวกับเพื่อนในวันรุ่งขึ้นยังตื่นเต้นกว่า คนใกล้ตัวหายไปแต่ยังใช้ชีวิตปกติกันได้อยู่ อืม...น่าคิดว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
"What is my art?" ใครที่ได้ดูเรื่องนี้คงสงสัยว่า ส่วนไหนของหนังที่น่ากลัว เพราะทั้งเรื่องก็เป็นแอนิเมชั่นลายเส้นน่ารัก ที่เล่าความสิ้นหวังด้านศิลปะของเด็กชายทศพล ไม่ว่าเขาจะวาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน หรือฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ก็จะถูกเพื่อนล้อ และไม่เคยได้รับคำชมจากอาจารย์ ต่อมาเด็กชายทศพลจึงเลิกวาดรูปด้วยตัวเอง แล้วให้เพื่อนวาดให้แทน ซึ่งผลที่ได้ก็คือคำชมเชยจากอาจารย์ เด็กชายจึงเรียนรู้ที่จะไม่วาดภาพด้วยตัวเองอีกต่อไป เพราะเข้าใจว่า "คนที่วาดรูปได้ คือคนที่วาดรูปสวยเท่านั้น" และทุกครั้งที่คิดถึงศิลปะ เรื่องราวเดิมๆ ก็วนเวียนกลับมาหลอกหลอนเขาอีก แม้ว่าเขาจะโตแล้วก็ตาม นี่ก็เป็นอีกเรื่องธรรมดาที่น่าขนลุก
อีกสองเรื่อง พูดถึงความเข้าใจผิดของเด็กเหมือนๆ กัน แต่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเศร้าต่างกัน
"ตะเพียนริมคลอง" เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่มีชีวิตในชนบท ที่ดันเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะตาย หลังจากเห็นว่าฟันน้ำนมหลุดเหมือนกับคุณยายที่ฟันกำลังจะร่วงหมดปากเพราะความชรา ด้วยความกลัว เด็กชายป้อมพยายามเรียกร้องความสนใจจากคนในครอบครัว แต่ไม่สำเร็จ เพราะทุกคนกำลังเห่อน้องชายที่เพิ่งเกิดของเขามากกว่า และด้วยความไม่เข้าใจ เด็กชายจึงเอาน้องชายที่เพิ่งเกิด ไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า!
ส่วน "Stained" นำเสนอโดยการเปรียบเทียบ ผ่านมุมมองของเด็กชายที่คิดว่าตัวเองมีพลังจิต สามารถเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างพ่อกับแม่ที่มองไม่เห็นกัน คิดว่าต่างฝ่ายต่างตายจากกันไปแล้ว จนท้ายที่สุดเมื่อทั้งคู่แยกทางกันจริงๆ เด็กจึงโทษตัวเองว่า ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาที่ไม่สามารถใช้พลังจิตสมานความสัมพันธ์ของพ่อแม่ได้อีกต่อไป
พูดมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังมองไม่เห็นว่า ทั้ง 4 เรื่องที่เล่ามา น่ากลัวกว่าโลกแห่งความมืดตรงไหน โดยเฉพาะคนที่ได้ดูหนังสั้นในวันนั้น แต่ฉันขอยืนยันเสียงแข็งว่า มันน่ากลัวกว่าจริงๆ
ลองคิดดู...
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ายายชาหายไปจากบ้านแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย จะเป็นยังไงหากเด็กชายทศพลเกิดท้อแท้จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย จะเป็นอย่างไรถ้าความรู้สึกผิดที่พ่อแม่เลิกกันติดตัวเด็กไปจนวันตาย และจะแก้ไขได้ไหมหากทุกคนในบ้านหาเด็กทารกเจอในตู้เสื้อผ้าอีก 3 วันให้หลัง แล้วพบว่าเด็กไม่ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
ลองคิดดูว่า โลกใบนี้จะแย่ขนาดไหน ถ้าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกันเพียงนิดเดียว
ระหว่างที่กำลังนั่งครุ่นคิด คำตอบทั้งหมดก็ถูกเฉลยออกมาในหนังที่ชื่อว่า "ปราปรัมปุเลี่ยนปุเลี่ยน" หนังแนวเหนือจริงอีกเรื่อง ความไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานสังคมปกติของตัวละครนั้นสะท้อนประเด็นสังคมบางอย่าง หญิงสาวผู้ไม่ยอมหยุดพูดเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยมีชายหนุ่มผู้พูดไม่เป็น คอยรับฟังเรื่องราวทั้งหมดตลอด 15 นาที
ตอนแรกฉันรู้สึกรำคาญอาการพูดไม่หยุดของนางเอก จนพาลหงุดหงิดอาการไม่ยอมพูดของพระเอกด้วย เพราะถ้าพระเอกรู้จักหัดพูด นางเอกก็จะรู้จักหัดฟัง และเมื่อทั้งสองฝ่ายแบ่งปันความสมดุลให้กัน ความอึดอัดในหนังเรื่องนี้ก็จะสิ้นสุดลง เช่นเดียวกับปัญหาความไม่เข้าใจกันในหนังทั้ง 4 เรื่อง ที่จะคลี่คลายไปได้ ถ้า...
ถ้าคนในครอบครัวเข้าใจอาการเจ็บป่วยของยายชา และยายชาทำความเข้าใจลูกหลานตัวเอง ถ้าอาจารย์สอนศิลปะยอมรับตัวตนของเด็กชายทศพลผ่านผลงานศิลปะในแบบของเขา และเด็กชายทศพลกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองบ้าง ถ้าพ่อแม่หันมาพูดคุยกัน หรืออธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ต้องแยกทางกัน และถ้าคนในครอบครัวใส่ใจความคิดของป้อม พร้อมกับป้อมลองเปิดใจยอมรับน้องที่เกิดใหม่ อะไรๆ ก็คงไม่เลวร้าย และโลกของเราก็คงไม่มีวันน่ากลัวไปกว่าโลกแห่งความมืดอย่างแน่นอน
เพียงแค่เราทุกคนต้องช่วยกันรักษาสมดุล "การพูด - การฟัง" แค่ลองหยุดคิดเรื่องตัวเอง แล้วลองสนใจเรื่องของคนอื่นบ้าง
คิดดูอีกที ฉันคงมองเห็นทางออกจาก "โลกแห่งความไม่เข้าใจ" ได้ยากกว่านี้ ถ้าไม่ได้ดูหนังครบทั้ง 20 เรื่อง เพราะหนังแต่ละเรื่องก็ไม่ได้มีคำตอบในตัวมันเอง แต่มันให้คำตอบซึ่งกันและกัน
การดูหนังคงไม่ต่างจากการพูดคุยกับผู้กำกับ หรือการพูดคุยกับคนอื่นๆ เพื่อให้ได้ความคิดที่หลากหลาย เพียงแค่เราลองเปิดใจรับฟัง เติมเต็มความเข้าใจในความแตกต่าง เราก็จะได้หนังอีกหนึ่งเรื่องที่มีคำตอบสมบูรณ์ในตัวเราเอง
 

|